ธันวาคม 1, 2022 1:21 pm
รอชมพี่โด้

รอชมพี่โด้

รอชมพี่โด้ 6 ประเด็นร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 4

รอชมพี่โด้ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลับมาเตะกันอีกครั้งหลังเบรกให้กับโปรแกรมทีมชาติ โดยไฮไลท์อยู่ที่สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กับการลงสนามของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งนอกจากแฟนผีแล้ว แฟน ๆ ทีมอื่น ๆ ก็รอชมเช่นเดียวกัน ส่วนที่สนามอื่น ๆ จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปดูกันได้เลย

รอชมพี่โด้

 “คริสตัล พาเลซ พบ สเปอร์ส”

สถิติของ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส ในการเจอกับ คริสตัล พาเลซ ถือว่าดีเอามาก ๆ โดย 12 เกมหลังสุดใน พรีเมียร์ลีก พวกเขาไม่แพ้ต่อ “ดิ อีเกิ้ลส์” เลย เอาชนะได้ถึง 10 นัด และเสมออีก 2 เกม นอกจากนี้ยังเสียประตูแค่ 4 ลูกเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ 3 นัด “ปราสาทเรือนแก้ว” เจอกับ เชลซี, เบรนท์ฟอร์ด และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยทั้งหมดเป็นเกม ลอนดอน ดาร์บี้ ซึ่งนัดนี้ก็เป็นนัดที่ 4 ติดต่อกันที่พวกเขาจะลงสนามเจอกับทีมร่วมเมือง ซึ่งกลายเป็นว่า พาเลซ คือทีมแรกที่เปิดหัว 4 นัดแรกของฤดูกาลในลีกสูงสุดเป็นเกม ลอนดอน ดาร์บี้ ทั้งหมด

“ไก่เดือยทอง” ออกสตาร์ทเกมลีกด้วยชัยชนะรวด 3 นัด และไม่เสียประตูเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งจากอดีตถึงปัจจุบัน นอกจากพวกเขาแล้ว มีแค่ 2 ทีมที่เคยทำได้คือ เชลซี ฤดูกาล 2005/06 และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2015/16

นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลก่อน(2020/21) ไม่มีผู้เล่นคนไหนที่จะเป็นคนยิงประตูชัยให้กับทีมในศึก พรีเมียร์ลีก ได้มากกว่า ซน ฮึง-มิน (8) อีกแล้ว ซึ่งในซีซั่นนี้ ก็เกิดขึ้นแล้ว 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ มีอาการบาดเจ็บระหว่างช่วยชาติบ้านเกิดลงทำศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก

“อาร์เซน่อล พบ นอริช”

สองทีมท้ายตารางที่ต่างฝ่ายต่างยังไม่สามารถเก็บคะแนนในลีกได้เลย เมื่อผ่านไป 3 เกม

ในประวัติศาสตร์ศึก พรีเมียร์ลีก มี สวินดอน ทาวน์ ชุดฤดูกาล 1993-94 เป็นทีมที่มีผลงานแย่ที่สุดในช่วง 4 นัดแรก หลังจากเก็บแต้มไม่ได้เลย แถมยังมีผลต่างประตูได้-เสีย อยู่ที่ -12

นั่นหมายความว่าเกมระหว่าง อาร์เซน่อล และ นอริช หากมีทีมใดทีมหนึ่งแพ้ด้วยผลต่าง 3 ลูก จะทำให้พวกเขาทาบสถิติของ สวินดอน ทันที และถ้าแพ้ด้วยผลต่าง 4 ลูกขึ้นไป ทีมนั้นก็จะถึงขั้นสร้างสถิติสุดเลวร้ายอันใหม่ขึ้นมาเลย

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ทำประตูใส่ นอริช ในเวทีลีกสูงสุด อังกฤษ 4 ประตูจากการเจอกัน 2 นัด โดยทั้งสองนัด กองหน้าทีมชาติกาบอง เบิ้ลนัดละสองประตูในซีซั่น 2019/20

นอกจากนี้ “เดอะ กันเนอร์ส” ยังแพ้ต่อ “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” แค่ 2 นัดจาก 18 เกม พรีเมียร์ลีก ที่เจอกัน (ชนะ 9 เสมอ 7) และยังไม่แพ้ใน 7 นัดหลัง นับตั้งแต่ที่แพ้ครั้งล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2012

เท่านั้นยังไม่พอ อาร์เซน่อล ยังทำประตูใส่ นอริช ได้อย่างน้อย 3 ประตูใน 6  จาก 7 นัดหลังที่เจอกับที่บ้านของตัวเอง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นด้วยชัยชนะ 4-0

หลังจากเก็บคลีนชีตในเกม พรีเมียร์ลีก 2 นัดแรกที่ลงเฝ้าเสาเจอกับ อาร์เซน่อล แต่นับจากนั้นมา ทิม ครูล นายด่านเลือดดัตช์ ก็เสียประตูให้แก่ “ปืนใหญ่” ทุกนัดใน 8 เกมหลังสุด

“เลสเตอร์ พบ แมนฯ ซิตี้”

เจมี่ วาร์ดี้ หัวหอกจอมเก๋าของ เลสเตอร์ ซิตี้ ทำประตูใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้ถึง 8 ประตูจากการลงสนาม 10 นัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากที่สุดที่ผู้เล่นสามารถยิงใส่ทีมของกุนซือสแปนิช ได้ ซึ่ง วาร์ดี้ เองเคยทำแฮตทริกใส่ ซิตี้ มาแล้ว 2 ครั้งคือตอนเดือนธันวาคม ปี 2016 และ กันยายน ปี 2020

“เดอะ ฟ็อกซ์” เอาชนะทีมที่เป็นแชมป์เก่า พรีเมียร์ลีก ในบ้านตัวเองมาแล้ว 3 จาก 5 นัด (แพ้ 2) ซึ่งเมื่อซีซั่นก่อนก็สามารถเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ 3-1

เฟร์ราน ตอร์เรส แนวรุกเลือด”กระทิงดุ” ของ “เรือใบสีฟ้า” มีส่วนร่วมกับประตูบนเวที พรีเมียร์ลีก 6 ลูกจาก 6 เกมหลัง (5 ประตู 1 แอสซิสต์) เทียบเท่ากับก่อนหน้านี้ 21 นัดแรกที่ลงสนามในลีกสูงสุด เมืองผู้ดี (4 ประตู 2 แอสซิสต์)

11 นัดหลังของคู่นี้ที่เจอกัน ไม่มีเกมไหนเลยที่ลงเอยด้วยผลเสมอ โดย เลสเตอร์ เอาชนะ 4 นัด และ ซิตี้ ชนะได้ 7 เกม

    “แมนฯ ยูไนเต็ด พบ นิวคาสเซิ่ล”

แฟน ๆ “ปีศาจแดง” ต่างเฝ้ารอว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะได้ประเดิมสนามคำรบ 2 ในเกมนี้หรือไม่

แต่ถึงกระนั้น ฟอร์มฮอตของ เมสัน กรีนวู้ด ก็ส่งผลให้เจ้าตัวคว้าแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนของ แมนฯ ยูไนเต็ด มาครองได้ ด้วยผลงานทำประตูได้ทุกนัดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล และหากเจ้าตัวผลิตสกอร์ได้อีกในเกมนี้ ก็จะทำให้เขาเป็นนักเตะวัยทีนเอจคนที่ 4 ที่สามารถยิงประตูใน พรีเมียร์ลีก 4 เกมติด ซึ่งก่อนหน้านี้มี ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, นิโกล่าส์ อเนลก้า และ ฟรานซิส เจฟเฟอร์ส เท่านั้นที่เคยทำได้

เกมสุดท้ายที่ โรนัลโด้ ลงเล่นในสีเสื้อ “เร้ด เดวิลส์” คือนัดที่เจอกับ อาร์เซน่อล เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2009 และหากเขาได้ลงเล่นในเกมนี้ก็จะเป็นสถิติระยะเวลานานที่สุดในประวัติศาสตร์เวที พรีเมียร์ลีก ที่ผู้เล่นคนหนึ่งเว้นช่วงการเล่นในลีกนี้ (12 ปี 118 วัน)

แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ต่อ นิวคาสเซิ่ล ในบ้านตัวเองแค่ครั้งเดียวจาก 36 เกมหลังสุดที่เจอกัน (ชนะ 26 เสมอ 9) โดย 1 นัดที่แพ้นั้นเกิดขึ้นในยุคที่ เดวิด มอยส์ เป็นคนคุมทัพ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2013

ใน 8 เกมหลังสุดที่เจอกัน “สาลิกาดง” เป็นฝ่ายทำประตูขึ้นนำไปก่อนถึง 6 นัด ทว่ากลับคว้าชัยชนะเหนือ “ปีศาจแดง” ได้แค่ 2 เกมเท่านั้น (แพ้ 4)

“เชลซี พบ แอสตัน วิลล่า”

หาก เชลซี คว้าชัยเหนือ แอสตัน วิลล่า ได้ในเกมนี้ ก็จะทำให้พวกเขากลายเป็นสโมสรที่สองที่คว้าชัยบนเวที พรีเมียร์ลีก ถึง 600 นัด โดยก่อนหน้านี้มีทีมเดียวเท่านั้นคือ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เก็บชัยไปทั้งหมด 689 เกม

ในการเผชิญหน้ากับ “สิงห์ผยอง” ของ โรเมลู ลูกากู 5 นัดหลังนั้น หัวหอกทีมชาติเบลเยี่ยม ทำได้ถึง 6 ประตู และเจ้าตัวมองหาการทำประตูที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นครั้งแรก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ 11 นัดในลีก ไม่เคยยิงประตูได้ที่สนามแห่งนี้เลย

ชัยชนะเหนือ เชลซี ครั้งล่าสุดของ วิลล่า เกิดขึ้นในเกมนัดปิดฤดูกาลเมื่อปีที่แล้ว (2-1) อย่างไรก็ตาม สถิติบอกว่า พวกเขาไม่เคยเอาชนะ “สิงห์บลูส์” ในเกมลีก 2 นัดติดได้เลยนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 1993 ในยุคของ รอน แอ็ทกินสัน

แดนนี่ อิงส์ สไตรเกอร์ของ วิลล่า มีส่วนร่วมกับประตู 8 ลูกจากการลงเล่นเป็นตัวจริงในลีก 9 เกมหลังสุด (6 ประตู 2 แอสซิสต์) โดย 3 เกมที่ลงเล่นให้กับต้นสังกัดใหม่ในซีซั่นนี้ เขามีส่วนร่วมกับประตูไปแล้ว 3 ลูก (2 ประตู 1 แอสซิสต์)

“ลีดส์ พบ ลิเวอร์พูล” 

ทั้ง ลีดส์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ต่างยิ้มออกเมื่อฟีฟ่าเคลียร์ปัญหากรณีนักเตะบราซิเลียนไม่เดินทางไปช่วยชาติให้ลงสนามช่วยต้นสังกัดในเกมลีกสัปดาห์นี้ได้ทำให้ “ยูงทอง” จะได้ใช้แกนหลักอย่าง ราฟินญ่า ส่วน “หงส์แดง” ได้ อลีสซง เบ็คเกอร์, ฟาบินโญ่ ช่วยทีมส่วน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ต้องลุ้นอาการบาดเจ็บ

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำประตูใน พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 99 ลูกจากการลงสนาม 161 เกม ขออีกแค่ประตูเดียวก็จะทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ทำประตูแตะ 100 ลูกเร็วที่สุดลำดับที่ 5 เป็นรอง อลัน เชียเรอร์ (124 นัด), แฮร์รี่ เคน (141 นัด), เซร์คิโอ อเกวโร่ (147 นัด) และ เธียร์รี่ อองรี (160 นัด)

ลีดส์ ไม่แพ้ใครในบ้านตัวเองในเกม พรีเมียร์ลีก มาแล้ว 7 นัดติดต่อกัน (ชนะ 3 เสมอ 4) ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เคยทำไว้ไม่แพ้ใครในบ้านติดต่อกัน 15 นัด เมื่อปี 2001

อย่างไรก็ดี การยกพลบุกเยือน ลีดส์ บนเวที พรีเมียร์ลีก ของ “หงส์แดง” ก็ทำได้ดีเอามาก ๆ เมื่อพวกเขาแพ้ที่ เอลแลนด์ โร้ด แค่ครั้งเดียวจาก 9 นัดหลังสุด (ชนะ 5 เสมอ 3) โดยเกมเดียวที่แพ้นั้นเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000 ที่แพ้ไป 3-4 โดย มาร์ค วิดูก้า อดีตศูนย์หน้าออสเตรเลีย เหมาคนเดียว 4 ประตูให้กับ “ยูงทอง”

แพทริค แบมฟอร์ด มีส่วนร่วมกับประตู 5 ลูกจาก 7 นัดหลังในลีก (4 ประตู 3 แอสซิสต์) โดยเจ้าตัวทำประตูในลีก อังกฤษ ไปแล้ว 98 ประตูจากการลงเล่นไปทั้งสิ้น 272 เกม

 

 

  • ติดตามทุกข่าวสารของวงการฟุตบอลที่นี่  : เซ็กซี่บาคาร่า168
  • ขอขอบคุณแหล่งข่าวกีฬาจาก : siamsport

Comments (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *